วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2556

วิธีจัดการกับความเครียด

วิธีจัดการกับความเครียด
การจะจัดการกับความเครียด ท่านต้องหาว่าความเครียดเกิดจากสาเหตุใด และร่างกายเราตอบสนองต่อความเครียดนั้นอย่างไร ขั้นตอนต่อมาต้องเรียนรู้
เครียด
วิธีการจัดการเกี่ยวกับความเครียดซึ่งมีวิธีดังนี้
  1. ค้นหาปัญหาที่ทำให้เกิดความเครียด  เป็นข้อที่สำคัญที่สุด หากไม่ทราบสาเหตุ ก็ไม่สามารถป้องกันได้ บางท่านอาจจะไม่ทราบว่าเครียดจากอะไร  ท่านผู้อ่านลองสำรวจตัวเองสิว่าชีวิตประจำวันของท่านมีอะไรบ้างที่ท่านเบื่อ เช่นการพูดคุยกับภรรยา การอาบน้ำลูก รถติด งานเร่ง งานน่าเบื่อ งานมาก บทบาทไม่ชัดเจนฯลฯ ท่านลองสำรวจอาการของท่านเมื่อพบสิ่งที่ไม่ชอบหรือน่าเบื่อ เช่นโกรธ เบื่อ ท้อแท้ ปวดศีรษะ เหล่านี้คือเหตุที่ให้เกิดความเครียด ปัจจัยใดที่ทำให้ท่าเครียดที่สุด ภาวะใดที่ท่านกลัวมาก ท่านอาจจะจดลงในสมุดบันทึกเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียด อาการที่แสดงออก หลังจากที่ทราบสาเหตุแล้วก็ลองแก้ไข หากบางสิ่งสามารถหลีกเลี่ยงได้ก็ให้หลีกเลี่ยงเช่นบางท่านไม่ชอบการเมืองก็ไม่ต้องดูข่าวหรือพูดคุยเกี่ยวกับการเมือง

หลังจากทราบสาเหตุแล้วการป้องกันความเครียดจะเป็นวิธีที่ไม่ให้เกิดความเครียดซึ่งมีวิธีการต่างๆดังนี้ การเตรียมตัวเพื่อรับความเครียดสามารถทำได้ดังนี้
  1. การวางแผน เมื่อเกิดปัญหาหรือความเครียดพยายามตั้งสติและใช้ปัญญาหาทางแก้ไข
  • เมื่อมีปัญหาพยายามหาทางเลือกหลายๆทาง และเลือกทางแก้ที่ดีที่สุด
  • ขณะทำงานก็วางแผนอนาคตไปด้วย ตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้และท้าทายการตั้งเป้าหมายเกินความสามารถเล็กน้อยจะเป็นการท้าทาย หากทำสำเร็จก็จะเกิดความภูมิใจความมั่นใจในตัวเองก็จะตามมา
  • ตั้งเป้าหมายที่สมเหตุสมผลซึ่งจะทำให้เกิดแรงจูงใจที่จะกระทำ หากตั้งเป้าเกินความจริงจะทำให้เกิดความเครียด หากต้องการประสบความสำเร็จต้องพัฒนาความสามารถเพิ่ม แต่ถ้าไม่พยายามก็ไม่ประสบผลสำเร็จความเครียดก็จะเกิดตามมาและในที่สุดก็เลิกไปเอง
  • จัดลำดับความสำคัญ และความเร่งด่วนของงาน งานที่สำคัญอาจจะไม่ใช่งานที่เร่งด่วนก็ได้ ให้ทำงานที่เร่งด่วนก่อน และก็ไปงานที่สำคัญ ขณะทำงานก็อย่ากังวลงานที่ยังไม่ได้ทำ ให้ทำงานที่ยากที่สุดก่อนงานอื่น
  • กระจายงานให้แก่คนที่เหมาะสมโดยแบ่งงานเป็นส่วนแล้วกระจายงานออกไป
  1. การสื่อสาร การสื่อสารจะช่วยลดความขัดแย้ง
  • ใช้เหตุผลในการสื่อสาร การใช้เหตุผลจะทำให้เพื่อนร่วมงานได้เสนอปัญหาและแนวทางแก้ไข คนส่วนให้ต้องการแก้ปัญหาเพื่อสิ่งที่ดีขึ้น การใช้เหตุจะทำให้เพื่อนร่วมงานยอมรับและให้ความร่วมมือ ห้ามใช้ความก้าวร้าว
  • พูดความจริง การพูดความจริงจะมีความเครียดน้อยกว่าการโกหก
  • แก้ไขความขัดแย้ง เมื่อเกิดความขัดแย้งให้จับเข่าแก้ปัญหา และเมื่อได้ข้อสรุปจงลืมว่าปัญหาเกิดจากใคร และอย่าเครียดแค้น
  • ให้เป็นนักฟังที่ดี ไม่มีใครที่สามารถเรียนรู้ขณะที่ตัวเองกำลังพูด การเป็นผู้ฟังที่ดีจะได้แนวความคิดใหม่ การเป็นผู้ฟังที่ดีมิใช่คุณจะต้องเชื่อทุกอย่างเป็นเพียงคุณมีข้อมูลเพิ่มเติมซึ่งช่วยในการตัดสินใจ
  1. การเปลี่ยนมุมมองคนบางคนมองวิกฤติเป็นโอกาส น้ำครึ่งแก้วบางคนมองเหลืออีกครึ่งหนึ่ง
  2. การผักผ่อน การนอนพักผ่อนอย่างพอเพียงวันละ 7-8 ชั่วโมงจะทำให้ลดความวิตกกังวลได้
  3. เมื่อเกิดปัญหาให้ควบคุมอารมณ์ให้สงบ ให้หยุดงานที่ทำอยู่ หายใจเข้าลึกๆ หรือหลีกหนีไปเดิน 15 นาที
  4. ให้นึกถึงผลเสียที่จะเกิด ผลเสียหายอย่างแรงที่อาจจะเกิดขึ้น ขณะเดียวกันก็นึกถึงโอกาสที่จะไม่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว
แม้ว่าเราไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงความเครียด แต่เราสามารถลดโรคที่เกิดจากความเครียดโดย
  1. ปรึกษากับเพื่อน ครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงานจะช่วยท่านมองปัญหาในแง่มุมอื่นๆ   ท่านจำเป็นต้องบอกเพื่อนร่วมงานว่าบางสิ่งไม่สามารถทำได้ ต้องรู้จักปฏิเสธ ท่านอาจจะต้องลดงานพิเศษบางอย่างขณะเกิดความเครียด ท่านต้องเคารพตัวเองไม่เอาเปรียบตัวเอง ไม่ทำงานเกินความสามารถตัวเอง ไม่ทำงานจนไม่มีเวลาพักผ่อน การทำงานต้องมีขอบเขตหากมิเช่นนั้นท่านอาจจะเป็นผู้ปกครองที่ไม่ดี เป็นเพื่อนร่วมงานที่ไม่ดี ต้องสามารถควบคุมอารมณ์โกรธได้ดี เมื่อโกรธก็หาสิ่งที่ชอบทำเช่นการฟังเพลง การเดิน
  2. อย่าซึมเศร้า เมื่อท่านมีโรคประจำตัวหรือประสบกับความผิดหวัง ท่านอาจจะหมดกำลังใจ ซึมเศร้า ชีวิตนี้ไม่มีความหวังอีกแล้ว อาการซึมเศร้าจะทำให้ท่านประสบกับความทุกข์ยากและทำให้อาการเจ็บปวดเพิ่มขึ้น ท่านอาจจะคิดว่า "ทำไมต้องเป็นเรา" "ทำไมเราถึงต้องทำสิ่งนั้น" "ทำไมเราทำสิ่งนั้นไม่ได้"คนปกติทุกคนจะคิดเหมือนกัน ท่านต้องทำใจและพยายามแก้ไข
  3. ทำชีวิตให้สบายๆอย่าทำชีวิตให้วุ่นวาย ทำตัวสบายๆงานที่ไม่สำคัญก็ไม่ต้องทำเลือกงานที่จำเป็นไม่ว่าจะเป็นงานบ้าน หรืองานประจำทำให้เสร็จแล้วจึงเลือกงานที่น่าเบื่อทำต่อ
  4. เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้น ให้พยายามทำในสิ่งที่ตัวเองชอบและมีความสุข
  5. บริหารเวลาให้เหมาะสม จัดลำดับความสำคัญของงานให้ทำงานที่หนักเมื่อรู้สึกสบายหรือทำในตอนเช้า จัดเวลาสำหรับพักด้วย
  6. ให้ทำงานที่ละอย่างจนสำเร็จโดยการตั้งเป้าหมายในแต่ละวัน การตั้งเป้าหมายไม่จำเป็นต้องเป็นงานอาจจะเป็นงานอดิเรกก็ได้เมื่อได้กระทำสำเร็จจะเกิดความภูมิใจ
  7. เมื่อไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ปรึกษาแพทย์

  • ยอมรับความจริงว่าท่านสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้แต่ท่านไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคนอื่น เพราะหากท่านคิดเปลี่ยนแปลงคนอื่นแล้วไม่สำเร็จท่านก็จะเกิดความเครียด
  • ยอมรับความจริงว่าคนทุกคนไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบต้องมีข้อบกพร่องยอมรับกับข้อบกพร่องความเครียดจะน้อยลง หลายคนคาดหวังว่าคนใช้จะสามารถทำงานได้ดีเท่ากับที่ตัวเองทำ เมื่อคนใช้ทำไม่ได้ก็เกิดความเครียด
  • สร้างอารมณ์ขันให้กับตัวเองโดยเฉพาะเมื่อเวลาเกิดความเครียด ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับความเครียดแนะนำให้หัวเราะเมื่อมีความเครียด โดยจัดเวลาสำหรับงานบันเทิง คุยเรื่องตลกกับเพื่อนหรือดูตลก การหัวเราะจะช่วยลดความตึงเครียดได้เป็นอย่างดี อย่าปล่อยให้ตัวท่านตึงเครียดมืดมน มองโลกในแง่ดี
  • ให้นึกว่าท่านสามารถเรียนรู้บางสิ่งจากเหตุการณ์ทุกอย่าง
  • หลีกเลี่ยงความเครียดเล็กน้อย เช่นรถติดก็ออกจากบ้านให้เช้าขึ้น หลีกเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่น
  • หลีกเลี่ยงหรืออยู่ห่างๆบุคคลที่ทำให้ท่านเครียด เช่นแฟนที่ขี้บ่น เจ้านายที่จุกจิก
  • หลีกเลี่ยงการรับผิดชอบงานที่มากเกินไป
  • เมื่อมีความเครียดให้หยุดงานสักพักและหลีกหนีจากสถานการณ์ที่ทำให้คุณเครียด
  • หลีกเลี่ยงการถกเถียงประเด็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หรือประเด็นที่หาข้อสรุปไม่ได้
เป็นการปรับเปลี่ยนขบวนความคิดและการปฏิบัติตนเพื่ออนาคตที่ดีกว่า
  • ปรับเปลี่ยนวิธีคิด มองโลกในแง่ดีเสมอไม่พยายามมองโลกในแง่ร้าย ทุกปัญหามีทางออก เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส โลกมี่ทั้งกลางวันและกลางคืน หาหนทางที่จะพลิกสถานการณ์
  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รู้จักปฏิเสธในส่วนไม่ใช่ความรับผิดชอบของตัวเอง ลดความรีบร้อน หัดทำงานให้เสร็จที่ละอย่าง หัดกระจายงานสู่ผู้อื่น หางานอดิเรกทำที่ทำให้หายเบื่อ
  • ปรับเปลี่ยนสภาพทำงาน ปรึกษากันเพื่อลดข้อขัดแย้งในการทำงาน กำหนดความรับผิดชอบของแต่ละคนกำหนดเจ้านายให้แน่นอน กำหนดกฎเกณฑ์ที่เอื้อต่อการทำงานมีระบบให้คำปรึกษาเรื่องความเครียด
  • ปรับเปลี่ยนความรู้สึกของตัวเองหัดสร้างอารมณ์ขันในภาวะที่เครียดยอมรับคำตำนิรู้จักผ่อนคลายเครียด
7. วิธีการผ่อนคลายความเครียด
วิธีคลายเครียดเป็นวิธีที่จะผ่อนคลายอาการที่เกิดจากความเครียด
หากคุณเรียนรู้เรื่องความเครียด คุณสามารถรู้ถึงอาการแสดงของความเครียดที่เริ่มเป็น และสามารผ่อนคลายความเครียดเพียงแค่ 2-3 นาท ีโดยสามารถทำได้ทุกแห่ง แต่การผ่อนคลายสามารถลดความเครียดได้ชั่วขณะ ถ้าปัญหานั้นยังคงอยู่ ท่านต้องเผชิญกับปัญหาและหาทางแก้ไข ความเครียดจึงหมดไป วิธีผ่อนคลายความเครียดสามารถทำได้หลายวิธี



  1. การคลายกล้ามเนื้อ Progressive relaxation โดยการนั่งหรือนอนราบเกร็งกล้ามเนื้อแต่ละส่วน โดยเริ่มจากกล้ามเนื้อหน้า ไหล่ แขน หน้าอก หลัง ท้อง ต้นขา ขา และเท้า โดยการเกร็ง3-4วินาทีสลับกับการคลายกล้ามเนื้อ ทำทีละมัด สังเกตการเปลี่ยนแปลงระวังการเกร็ง และการคลายกล้ามเนื้อจะพบว่าเมื่อคลายกล้ามเนื้อ จะมีอาการร้อนบริเวณดังกล่าว เนื่องจากเลือดไปเลี้ยงเพิ่มขึ้น ฝึกบ่อยๆจะช่วยผ่อนคลายความเครียดได้ดี
  • หลับตาลงสองข้าง
  • มุ่งความสนใจไปที่เท้าสองข้าง
  • หายใจเข้าและเกร็งกล้ามเนื้อทั้งหมดที่เท้าจนตึง
  • ให้คงอย่างนั้น 3-4 วินาที โดยที่ยังหายใจเข้าอยู่
  • จากนั้นให้ผ่อนหายใจออกช้าๆและผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่เท้า
  • เมื่อผ่อนคลายเสร็จคุณจะรู้สึกตึงๆกล้ามเนื้อเท้า
  • จากนั้นมุ่งไปยังกล้ามเนื้อน่องทั้งสองข้าง
  • ให้ทำแบบนี้กับกล้ามเนื้อส่วนอื่นของร่างกาย เช่น ต้นขา สะโพก ช่องท้อง หน้าอก ไหล่ คอ หน้า
  1. การหายใจลึกๆ (Deep braething) จะเป็นวิธีที่คลายความเครียดอย่างได้ผลโดยการนั่งขัดสมาธิหรือนั่งบนเก้าอี้ มือวางบนตัก หายใจเข้าทางจมูกช้าๆให้เต็มปอดนับ 1-10กลั้นหายใจ 2-3 วินาทีแล้วจึงหายใจออกทางปากช้าๆ โดยระยะเวลาหายใจออกเป็นสองเท่าของหายใจเข้าทำสลับกัน 5-10 ครั้ง
  2. การทำสมาธิ Meditation เป็นวิธีการที่ชาวเอเชียชอบใช้ เป็นการลดความเครียดและทำให้อารมณ์ดีขึ้น การทำสมาธิจะสามารถลดระดับความดันโลหิต ชีพขจรช้าลง บางคนแนะนำให้ทำสมาธฺทุกวันก่อนเข้านอนเป็นเวลา 20 นาที วิธีการทำสมาธิ โดยการนั่งขัดสมาธิ์กำหนดลมหายใจเข้าและออก
  3. การยืดกล้ามเนื้อ (stretching) เมื่ออายุมากขึ้น หรือไม่ได้ออกกำลังกายข้อต่างๆจะเริ่มติด การบริหารแบบยืดข้อจะป้องกันข้อติด ให้ทำบ่อยๆ
  4. การใช้จิตนาการ โดยการหลับตาคิดถึงเรื่องที่มีความสุข หรือสถานที่ทีชอบ จิตนาการเรื่องดีๆ หรืออาจจะใช้การมองภาพสถานที่ที่ชอบหรือภาพที่มีความสุขแล้วจินตนาการ ซึ่งจะทำให้เกิดการผ่อนคลาย
ท่านสามารถทราบว่าได้ผ่อนคลายโดยสังเกตอุณหภูมิที่มือหากอุ่นแสดงว่าได้ผ่อนคลายแล้ว แต่ถ้ายังเย็นให้ทำการผ่อนคลายอีก การที่จะให้ได้ผลต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ


ความเครียดที่เกิดจากการสูญเสีย

ความเครียดที่เกิดจากการสูญเสีย Post traumatic stress disorder (PTSD)
เมื่อเหตุการณ์ใดที่ทำให้เกิดการสูญเสียหรือการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย เช่นน้ำท่วมบ้าน ไฟไหม้บ้าน แผ่นดินไหว อุบัติเหตุ การสูญเสียคนหรือสิ่งอันเป็นที่รัก บางคนถูกข่มขืน ภาวะเครียดหรือภาวะกดดันจะเกิดทันทีอย่างมากมาย ผู้ที่ได้รับประสบการณ์ดังกล่าวอาจจะปัญหาเรื่องงานและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล สำหรับเด็กก็อาจจะเกิดปัญหาเรื่องการเรียน การแยกตัว

การตอบสนองทางอารมณ์เมื่อเกิดความสูญเสีย
มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้การตอบสนองทางอารมณ์เมื่อเกิดการสูญเสีย สิ่งแรกที่จะเกิดการช็อก และการปฏิเสธความจริงทั้งสองอย่างดังกล่าว เป็นการตอบสนองปกติของร่างกายเพื่อป้องกันตัวเอง ภาวะช็อกเป็นภาวะที่ผู้ป่วยมักจะเล่าให้แพทย์ฟังผู้ป่วยจะมีอาการเป็นลม มึนงงไม่รับสภาพ หรือร้องไหม้อย่างมาก ส่วนการปฏิเสธคือการไม่ยอมรับความจริงว่าเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นแล้วและไม่ยอมรับผลที่จะเกิดตามมาหลังจากภาวะช็อก และปฏิเสธผ่านไปผู้ป่วยก็อาจจะมีอาการอื่นตามมาซึ่งไม่เหมือนกันในแต่ละคน
  • มักจะเกิดความจำเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นบ่อยๆ
  • มักจะฝันร้ายเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้น
  • มักจะเกิดอาการกลังหรือตกใจเหมือนเหตุการณ์เพิ่งจะเกิดขึ้น
  • ผู้ป่วยอาจจะเกิดอาการหวาดกลัวเกิดขึ้นเหมือนตอนเกิดเหตุการณ์หากมีสิ่งที่คล้ายเคียงกันกระตุ้น เช่นเสียงรถพยาบาล เห็นรถตำรวจ ฯลฯ
  • ผู้ป่วยอาจจะมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงได้ง่าย โกรธง่าย หงุดหงิด
  • ผู้ป่วยบางคนจะจำเหตุการณ์นั้นฝังใจทำให้ใจสั่นเหงื่อออก ผู้ป่วยอาจจะมีปัญหาเรื่องการรับประทานอาหารหรือนอนหลับ
  • ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวอาการของโรคอาจจะแย่ลงเมื่อมีภาวะเครียดกระตุ้น
ผู้ป่วยมักจะหลีกเลี่ยงความทรงจำที่ทำร้ายจิตใจผู้ป่วย โดยมีพฤติกรรมที่แสดงออกดังนี้
  • พยายามหลีกเลี่ยงความคิดหรือความรู้สึกเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้น
  • พยายามหลีกเลี่ยงของหรือสถานที่เกิดเหตุ
  • จำเหตุการณ์ที่สำคัญในขณะเกิดเหตุไม่ได้
  • มีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น เช่นคนในครอบครัว เพื่อร่วมงาน ผู้ป่วยอาจจะชอบเก็บตัว
หากปล่อยไว้นานๆก็จะเกิดอาการนอนไม่หลับ ตื่นง่าย โกรธง่าย หงุดหงิด ไม่มีสมาธิ

การตอบสนองทางอารมณ์ต่อความสูญเสียของแต่ละคนแตกต่างกันอย่างไร
บางคนอาจจะตอบสนองอย่างทันทีและรุนแรงหลังจากนั้นก็เป็นปกติ แต่บางคนอาการอาจจะเกิดหลังจากเหตุการณ์ผ่านไปเป็นเดือนหรือเป็นปี นอกจากนั้นอาการที่เกิดก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะเครียดได้แก่
  • ความรุนแรงของเหตุการณ์ที่เกิด หากเหตุการณ์รุนแรงมากก็ต้องใช้เวลามาก
  • ความสามารถของแต่ละคนที่จะแก้ไขปัญหา
  • สภาพจิตใจและสุขภาพก่อนเกิดเหตุการณ์หากเช่นมีปัญหาเรื่องจิตใจหรือโรคทำให้ต้องใช้เวลานานในการฟื้นคืน
การช่วยตัวเองและครอบครัว
หลังเหตุการณ์ผ่านไปท่านมีหลายวิธีที่จะทำให้ความเครียดลดน้อยลงดังนี้
  • ให้เวลากับตัวเองในการปรับตัวและลืมเหตุการณ์ดังกล่าว
  • ท่านต้องหาคนที่เข้าใจและสามารถเป็นที่ปรึกษาให้กับท่านได้ แต่ต้องไม่ใช่คนที่สูญเสียเหมือนกับท่านเพราะอาจจะทำให้เหตุการณ์แย่ลงอีก ท่านอาจจะจดลงในสมุดบันทึกประจำวันหรือพูดกับเพื่อน
  • หากลุ่มที่มีประสบการณ์ช่วยเหลือ เช่นกลุ่มที่ช่วยผู้ประสบภัย กลุ่มช่วยหญิงที่ถูกข่มขืน กลุ่มเหล่าจะให้คำปรึกษาถึงการดำรงชีพ
  • ให้ผักผ่อนให้พอเพียงหากนอนไม่หลับควรปรึกษาแพทย์ รับประทานอาหารที่มีคุณภาพหลีกเลี่ยงสุรา บุหรี่
  • รับประทานอาหารให้เป็นเวลา ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หางานอดิเรกที่ชอบทำ
  • หลีกเลี่ยงการตัดสินใจสำคัญหรือกิจการที่ทำให้เกิดความเครียดมาก
หากมีอาการเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์
  • ฝันร้ายเกี่ยวกับเหตุการณ์
  • มีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับ หรือเบื่ออาหาร
  • มีความวิตกหรือกลัวโดยเฉพาะเมื่อมีเหตุการณ์ชวนให้นึกถึงอดีต
  • หงุดหงิดและตื่นเต้นง่าย โกรธง่าย
  • ซึมเศร้าหรืออ่อนเพลียท้อถอย
  • ความจำเสื่อมลง
  • ความคิดสับสน ไม่มีสมาธิ ตัดสินใจไม่ดี 
  • แยกตัวไม่สังคมกับคนอื่น
  • ร้องไห้ไม่มีเหตุผล รู้สึกชีวิตสิ้นหวัง
  • ไม่กล้าเผชิญหน้ากับคนหรือสถานที่เกิดเหตุการณ์ 
ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเองแต่ถ้าหากไม่สามารถทำได้มีความวิตกกังวลสูง รบกวนคุณภาพชีวิตของตัวเอง ต้องปรึกษาแพทย์หรือนักจิตเพื่อแก้ปัญหา

ความเครียดในเด็ก

ความเครียดในเด็ก


นอกจากนั้นความเครียดของเด็กอาจจะเพิ่มจากการกระทำของพ่อแม่โดยที่ไม่รู้ตัว เช่นเด็กอาจจะได้ยินพ่อแม่ปรึกษากันถึงปัญหาครอบครัว ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการเจ็บป่วย เมื่อเด็กได้เห็นความเครียดจากพ่อแม่เด็กก็จะเครียดไปด้วย นอกจากนั้นเด็กที่พ่อแม่แยกกันหรือเสียชีวิตเด็กก็จะมีความเครียดทุวันท่านผู้อ่านคงเคยเห็นเด็กทั้งวันมีแต่เล่น รับประทานอาหารและนอนไม่น่าจะมีความเครียด แต่ความจริงเด็กก็มีความเครียดมาตั้งแต่เล็ก แต่เด็กไม่สามารถบอกได้ ความเครียดของเด็กอาจจะเกิดจากภายนอก เช่นจากพ่อ แม่ พี่ น้อง หรืออาจจะเกิดจากภายใน เนื่องจากเราตั้งกฎเกณฑ์มากไปทำให้ปฏิบัติลำบาก เด็กเล็กอายุ 2 ขวบอาจจะเครียดเพราะพ่อแม่ให้เวลากับเด็กน้อยไป ช่วงเด็กก่อนวัยเรียน เด็กจะเครียดมากเนื่องจากต้องแยกจากพ่อแม่ เด็กยิ่งเล็กเท่าไรยิ่งเครียดมากเท่านั้น เมื่อเด็กโตขึ้นต้องนั่งโต๊ะจะทำให้เด็กเครียด พ่อแม่อย่าสร้างความเครียดโดยตั้งความคาดหวังกับเด็กสูงเกินไป

อาการของเด็กที่มีความเครียด
การสังเกตเด็กที่เครียดอาจจะยาก การเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมที่พบได้คือหงุดหงิด ก้าวร้าว หลับยาก ปัสสาวะกลางคืน เด็กบางคนอาจจะมีอาการปวดท้องปวดศีรษะ สมาธิสั้น ทำการบ้านไม่สำเร็จ เด็กบางคนอาจจะแยกตัว ในเด็กเล็กอาจจะมีอาการดูดนิ้ว ดึงผม เช็ดจมูก ในเด็กโตจะเริ่มโหก เกเร ดื้อดึง

การลดความเครียด
วิธีลดความเครียดที่ดีคือให้เด็กได้พักผ่อนอย่างพอเพียง อาหารที่มีคุณภาพ ให้เวลากับเด็กเมื่อเด็กต้องการ จำไว้ว่าเมื่อเด็กต้องการมิใช่เวลาท่านว่าง ทำให้เด็กได้รู้ว่าเด็กมีความสำคัญกับเด็ก พ่อแม่อาจจะช่วยลดความเครียดโดยพูดกับเด็ก ช่วยเด็กแก้ปัญหา ให้เด็กออกกำลังกาย หากท่านได้พยายามแก้แล้วพฤติกรรมของเด็กยังไม่เปลี่ยนก็ควรปรึกษาแพทย์

Credit : 

ความเครียดกับผู้หญิง

ความเครียดที่เกิดกับผู้ชายมักเป็นความเครียดที่เกิดปัจจุบันทันด่วนเกี่ยวกับอันตราย ส่วนผู้หญิงมักจะได้รับความเครียดสะสม และทำให้เกิดโรคที่เกิดจากความเครียดทั้งนี้เนื่องจากเหตุผลคือ
  1. ผู้หญิงส่วนใหญ่จะทำงานบริการมากกว่าผู้ชาย เช่น งานบ้านทำให้ผู้หญิงต้องมีหน้าที่รับผิดชอบ
  2. ผู้หญิงไทยมักเป็นช้างเท้าหลัง ไม่มีอำนาจพอที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม หรือเงื่อนไข โดยเฉพาะผู้หญิงที่ไม่สามารถปฏิเสธ จะเครียดกำลังสอง เนื่องจากไม่ชอบแล้วยังหนีไม่ได้อีกด้วย ดังนั้นผู้หญิงจึงมีความเครียดสะสมทุกวัน จนหนักเกินกว่าที่จะรับ อาการความเครียดก็ปรากฏ
เมื่อมีความเครียดที่งาน ผู้ชายกลับบ้านสามารถพักผ่อนคลายเครียด แต่ผู้หญิงที่น่าสงสาร ยังต้องกลับมาทำงานบ้าน มารับความเครียด ดังนั้นถ้าไม่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ ควรจะมีแม่บ้านมาช่วยแบ่งเบา งานบ้าน งานเลี้ยงเด็ก อาหาร ซักผ้ารีดผ้า หากไม่มีใครช่วยงานผู้หญิง จะมีความเครียดเนื่องจากงานมาก เวลาพักน้อย และไม่มีใครช่วยเหล่านี้จะทำให้ผู้หญิงโกรธง่าย ยิ่งสังคมปัจจุบันมีความเท่าเทียมกันผู้หญิงทำงานนอกบ้านมากกลับบ้านยังต้องทำงานบ้านอีก ต่างกับสมัยอดีตที่ผู้หญิงทำหน้าที่แม่บ้านอย่างเดียว ความเครียดจึงไม่มาก หากคุณผู้ชายได้อ่านสามารถช่วยคุณผู้หญิง โดยการช่วยงานเท่าที่สามารถทำได้ หรือไม่สร้างงานเพิ่มให้กับผู้หญิง หรืออย่างน้อยก็ให้กำลังใจแก่คุณผู้หญิง

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

  • ปล่อยตัวปล่อยใจ ให้หาเวลาวันละครึ่ง-หนึ่งชั่วโมงลืมงานที่ทำ ลืมเวลาอย่ากังวลกับงานที่ไม่ได้ทำ พักผ่อนให้เต็มที่ อาจจะนอนพักในอ่างน้ำ หรืออ่านหนังสือในห้องน้ำหรืออาจจะหามุมสงบจิตนาการหรือฝันกลางวันนั้นเองเพื่อหาความสุข
  • ตั้งเป้าหมายใหม่ จัดลำดับงานที่ต้องทำตามความสำคัญ งานบางอย่างที่ไม่รีบก็ไม่ต้องทำรอจนมีเวลาค่อยทำทีหลัง
  • ปลดภาระ จัดทำรายละเอียดของงานที่สามารถจะให้ผู้อื่นช่วย เช่น 1งานที่ให้คนอื่นช่วย เช่นล้างจาน ถูบ้าน เก็บที่นอน 2งานที่ให้แต่ละคนรับผิดชอบเอง เช่นการอาบน้ำของเด็ก ล้างถ้วยชามของตัวเอง 3งานที่คุณต้องทำเป็นประจำ 4งานที่ไม่มีความจำเป็นต้องทำ 5งานที่ทำให้สมาชิกพอใจซึ่งอาจจะไม่ต้องทำก็ได้
  • อย่าทำงานหลายอย่างพร้อมกันเนื่องจากผู้หญิงส่วนใหญ่จะมีความเครียด แต่ถ้าหากมีความสามารถพิเศษสามารถทำงานหลายอย่างพร้อมกันโดยที่ไม่เกิดความเครียดก็สามารถทำได้
  • อย่าทำทุกอย่างด้วยตัวเอง การรับโทรศัพท์ การเปิดประตูบ้าน ฯลฯให้ถือหลักความสำคัญและลำดับก่อนหลัง
  • ให้เรียนรู้วิธีปฏิเสธที่สุภาพ
  • ให้หาปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียดเมื่อทราบสาเหตุก็สามารถแก้ปัญหาได้

ความเครียด




ความเครียด
ความเครียดสามารถเกิดได้ทุกแห่งทุกเวลาอาจจะเกิดจากสาเหตุภายนอกเช่น การย้ายบ้าน การเปลี่ยนงาน ความเจ็บป่วย การหย่าร้าง ภาวะว่างงานความสัมพันธ์กับเพื่อน ครอบครัว หรืออาจจะเกิดจากภายในผู้ป่วยเอง เช่นความต้องการเรียนดี ความต้องการเป็นหนึ่งหรือความเจ็บป่วย
ความเครียดเป็นระบบเตือนภัยของร่างกาย ให้เตรียมพร้อมที่กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การมีความเครียดน้อยเกินไปและมากเกินไปไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ ส่วนใหญ่เข้าใจว่าความเครียดเป็นสิ่งไม่ดี มันก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ หัวใจเต้นเร็ว แน่นท้อง มือเท้าเย็น แต่ความเครียดก็มีส่วนดีเช่น ความตื่นเต้นความท้าทายและความสนุก สรุปแล้วความเครียดคือสิ่งที่มาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิต ซึ่งมี่ทั้งผลดีและผลเสีย

ชนิดของความเครียด
  1. Acute stress คือความเครียดที่เกิดขึ้นทันที และร่างกายก็ตอบสนองต่อความเครียดนั้นทันทีเหมือนกัน โดยมีการหลั่งฮอร์โมนความเครียด เมื่อความเครียดหายไป ร่างกายก็จะกลับสู่ปกติเหมือนเดิมฮอร์โมนก็จะกลับสู่ปกติ ตัวอย่างความเครียด
  • เสียง
  • อากาศเย็นหรือร้อน
  • ชุมชนที่คนมากๆ
  • ความกลัว
  • ตกใจ
  • หิวข้าว
  • อันตราย
  1. Chronic stress หรือความเครียดเรื้อรังเป็นความเครียดที่เกิดขึ้นทุกวันและร่างกายไม่สามารถตอบสนองหรือแสดงออกต่อความเครียดนั้น ซึ่งเมื่อนานวันเข้าความเครียดนั้นก็จะสะสมเป็นความเครียดเรื้อรัง ตัวอย่างความเครียดเรื้อรัง
  • ความเครียดที่ทำงาน
  • ความเครียดที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
  • ความเครียดของแม่บ้าน
  • ความเหงา
ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเครียด
เมื่อมีภาวะกดดันหรือความเครียดร่างกายจะฮอร์โมนที่เรียกว่า cortisol และ adrenaline ฮอร์โมนดังกล่าวจะทำให้ความดันโลหิตสูงและหัวใจเต้นเร็วเพื่อเตรียมพร้อมให้ร่างกายแข็งแรง และมีพลังงานพร้อมที่จะกระทำเช่นการวิ่งหนีอันตราย การยกของหนีไฟถ้าหากได้กระทำฮอร์โมนนั้นจะถูกใช้ไป ความกดดัน หรือความเครียดจะหายไป แต่ความเครียดหรือความกดดันมักจะเกิดขณะที่นั่งทำงาน ขับรถ กลุ่มใจไม่มีเงินค่าเทอมลูก ความเครียดหรือความกดดันไม่สามารถกระทำออกมาได้เกิดโดยที่ไม่รู้ตัว ทำให้ฮอร์โมนเหล่านั้นสะสมในร่างกายจนกระทั่งเกิดอาการทางกายและทางใจ

ผลเสียต่อสุขภาพ
ความเครียดเป็นสิ่งปกติที่สามารถพบได้ทุกวัน หากความเครียดนั้นเกิดจากความกลัวหรืออันตราย ฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจะเตรียมให้ร่างกายพร้อมที่จะต่อสู้ อาการทีปรากฏก็เป็นเพียงทางกายเช่นความดันโลหิตสูงใจสั่น แต่สำหรับชีวิตประจำวันจะมีสักกี่คนที่จะทราบว่าเราได้รับความเครียดโดยที่เราไม่รู้ตัวหรือไม่มีทางหลีกเลี่ยง การที่มีความเครียดสะสมเรื้อรังทำให้เกิดอาการทางกาย และทางอารมณ์ อ่านรายละเอียดที่นี่
 คุณมีความเครียดหรือไม่
ถามตัวคุณเองว่ามีอาการเหล่านี้หรือไม่
อาการแสดงทางร่างกาย
มึนงง ปวดตามกล้ามเนื้อ กัดฟัน ปวดศีรษะ แน่นท้อง เบื่ออาหาร นอนหลับยาก หัวใจเต้นเร็ว หูอื้อ มือเย็น อ่อนเพลีย ท้องร่วง ท้องผูก จุกท้อง มึนงง เสียงดังให้หู คลื่นไส้อาเจียน หายใจไม่อิ่ม ปวดท้อง
อาการแสดงทางด้านจิตใจ
วิตกกังวล ตัดสินใจไม่ดี ขี้ลืม สมาธิสั้น ไม่มีความคิดริเริ่ม ความจำไม่ดี ไม่สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
อาการแสดงทางด้านอารมณ์
โกรธง่าย วิตกกังวล ร้องไห้ ซึมเศร้า ท้อแท้ หงุดหงิด ซึมเศร้า มองโลกในแง่ร้าย นอนไม่หลับ กัดเล็บหรือดึงผมตัวเอง
อาการแสดงทางพฤติกรรม
รับประทานอาหารเก่ง ติดบุหรี่สุรา โผงผาง เปลี่ยนงานบ่อย แยกตัว

การแก้ไขเมื่ออยู่ในภาวะที่เครียดมาก
โรคทางกายที่เกิดจากความเครียด
โรคทางเดินอาหาร
โรคหัวใจ
ติดสุรา
ภูมิคุ้มกันต่ำลง
เป็นหวัดง่าย
อุบัติเหตุขณะทำงาน
การฆ่าตัวตายและมะเร็ง
หากท่านมีอาการเครียดมากและแสดงออกทางร่างกายดังนี้
  • อ่อนแรงไม่อยากจะทำอะไร
  • มีอาการปวดตามตัว ปวดศีรษะ
  • วิตกกังวล
  • มีปัญหาเรื่องการนอน
  • ไม่มีความสุขกับชีวิต
  • เป็นโรคซึมเศร้า
ให้ท่านปฏิบัติตามคำแนะนำ 10 ประการ
  1. ให้นอนเป็นเวลาและตื่นเป็นเวลา เวลาที่เหมาะสมสำหรับการนอนคือเวลา 22.00น.เมื่อภาวะเครียดมาก จะทำให้ความสามารถในการกำหนดเวลาของชีวิต( Body Clock )เสียไป ทำให้เกิดปัญหานอนไม่หลับหรือตื่นง่าย การกำหนดเวลาหลับและเวลาตื่นจะทำให้นาฬิกาชีวิตเริ่มทำงาน และเมื่อความเครียดลดลง ก็สามารถที่จะหลับได้เหมือนปกติ ในการปรับตัวใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์ บางครั้งเมื่อไปนอนแล้วไม่หลับเป็นเวลา 45 นาที ให้หาหนังสือเบาๆมาอ่าน เมื่อง่วงก็ไปหลับ ข้อสำคัญอีกประการหนึ่งคือให้ร่างกายได้รับแสงแดดยามเช้า เพื่อส่งสัญญาณให้ร่างกายปรับเวลา
  2. หากเกิดอาการดังกล่าวต้องจัดเวลาให้ร่างกายได้พัก เช่นอาจจะไปพักร้อน หรืออาจจะจัดวาระงาน งานที่ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วนก็ให้หยุดไม่ต้องทำ
  3. ให้เวลากับครอบครัวในวันหยุด อาจจะไปพักผ่อนหรือรับประทานอาหารนอนบ้าน
  4. ให้เลื่อนการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆในช่วงนี้ เช่นการซื้อรถใหม่ การเปลี่ยนบ้านใหม่ การเปลี่ยนงาน เพราะการเปลี่ยนแปลงจะทำให้เกิดความเครียด
  5. หากคุณเป็นคนที่ชอบทำงานหรือชอบเรียนให้ลดเวลาลงเหลือไม่เกิน 40 ชม.สัปดาห์
  6. การรับประทานอาหารให้รับประทานผักให้มากเพราะจะทำให้สมองสร้าง serotoninเพิ่มสารตัวนี้จะช่วยลดความเครียด และควรจะได้รับวิตามินและเกลือแร่ในปริมาณที่เพียงพอ
  7. หยุดยาคลายเครียด และยาแก้โรคซึมเศร้า
  8. ให้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และอาจจะมีการเต้นรำด้วยก็ดี
หากปฏิบัติตามวิธีดังกล่าวแล้วยังมีอาการของความเครียดให้ปรึกษาแพทย์
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเครียด
  • ความเครียดเหมือนกันทุกคนหรือไม่ สิ่งที่กระตุ้นให้เกิดความเครียดในแต่ละคนไม่เหมือนกัน และการตอบสนองต่อความเครียดก็แตกต่างในแต่ละคน
  • ความเครียดเป็นสิ่งไม่ดีจริงหรือไม่ ความเครียดเปรียบเหมือนสายกีตาร์ตึงไปก็ไม่ดี หย่อนไปเสียก็ไม่ไพเราะ เช่นกันเครียดมากก็มีผลต่อสุขภาพเครียดพอดีจะช่วยสร้างผลผลิต และความสุข
  • จริงหรือไม่ที่ความเครียดมีอยู่ทุกแห่งคุณไม่สามารถจัดการกับมันได้ แม้ว่าจะมีความเครียดทุกแห่งแต่คุณสามารถวางแผนที่จะจัดการกับงาน ลำดับความสำคัญ ความเร่งด่วนของงานเพื่อลดความเครียด
  • จริงหรือไม่ที่ไม่มีอาการคือไม่มีความเครียด ไม่จริงเนื่องจากอาจจะมีความเครียดโดยที่ไม่มีอาการก็ได ้และความเครียดจะสะสมจนเกินอาการ
  • ควรให้ความสนใจกับความเครียดที่มีอาการมากๆใช่หรือไม่ เมื่อเริ่มเกิดอาการความเครียดแม้ไม่มากก็ต้องให้ความสนใจ เช่นอาการปวดศีรษะ ปวดท้องเพราะอาการเพียงเล็กน้อยจะเตือนว่าคุณต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินชีวิตเพื่อลดความเครียด
  • ความเครียดคือโรคจิตใช่หรือไม่ ไม่ใช่เนื่องจากโรคจิตจะมีการแตกแยกของความคิด บุคลิคเปลี่ยนไปไม่สามารถดำเนินชีวิตเหมือนคนปกติ
  • ขณะที่มีความเครียดคุณสามารถทำงานได้อีก แต่คุณต้องจัดลำดับก่อนหลังและความสำคัญของงาน
  • ไม่เชื่อว่าการเดินจะช่วยผ่อนคลายความเครียด การเดินจะช่วยผ่อนคลายความเครียดนั้น
  • ความเครียดไม่ใช่ปัญหาเพราะเพียงแค่สูบบุหรี่ความเครียดก็หายไป การสูบบุหรี่หรือดื่มสุราจะทำให้ลืมปัญหาเท่านั้น นอกจากไม่สามารถแก้ปัญหาแล้วยังก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพในระยะยาวอีกด้วย
เมื่อใดต้องปรึกษาแพทย์
  • เมื่อคุณรู้สึกเหมือนคนหลงทางหาทางแก้ไขไม่เจอ
  • เมื่อคุณกังวลมากเกินกว่าเหตุและไม่สามารถควบคุม
  • เมื่ออาการของความเครียดมีผลต่อคุณภาพชีวิตเช่นการนอน การรับประทานอาหารงานที่ทำความสัมพันธ์ของคุณกับคนรอบข้าง